ในปัจจุบันคงไม่มีใครที่จะปฎิเสธได้ว่าเศรษฐกิจการค้าของโลกกำลังเดินหน้าเข้าไปสู่ระบบการค้าเสรีมากขึ้นเรื่อยๆ และอย่างรวดเร็ว ถึงแม้ว่าการเจรจาการค้าในกรอบเวทีขององค์การค้าระหว่างประเทศ (WTO) จะไม่มีแนวโน้มของความคืบหน้าและไม่ส่อแววของความสำเร็จ
แต่ประการใดในระยะเวลาอันใกล้นี้ก็ตาม ทั้งนี้เนื่องจากความแตกต่างของสภาพทางเศรษฐกิจและการพัฒนาที่ต่างกันมากในมวลหมู่สมาชิก
ส่งผลทำให้ความสนใจ ผลประโยชน์ และความต้องการทางการค้าของประเทศต่างๆ แตกต่างกันมากจน ยากและแทบจะไม่มีทางเป็นไปได้
ที่จะสร้างกรอบและกติกาความตกลงที่สามารถก่อให้เกิดเงื่อนไขที่ได้ประโยชน์ทุกประเทศ (win-win) ได้ หรืออย่างน้อยในเวลาอันใกล้นี้
เหตุผลทางเศรษฐกิจที่สำคัญก็คือ ก็เพื่อสร้างความได้เปรียบในเชิงเปรียบเทียบกับสินค้าของตนเอง เหนือประเทศคู่แข่งในตลาดประเทศที่ตนเองทำความตกลงด้วย เพราะสินค้าของตนเองจะเข้าตลาด ได้มากขึ้นเนื่องจากไม่ต้องหรือเสียภาษีศุลกากรน้อยกว่าและสะดวกกว่า รวมทั้ง การเข้าสู่ตลาดก่อน คู่แข่งถือว่ามีความได้เปรียบในระดับแรก เนื่องสามารถเป็นที่รู้จักและสร้างฐานลูกค้าและเครือข่าย การค้าไว้แล้ว ผู้มาใหม่ ต้องออกแรงและลงทุนมากกว่าปกติเพื่อจะเข้ามาแข่งทีหลัง
ดังนั้นหลายประเทศจึงต้องเร่งทำความตกลงกับประเทศต่างๆ ให้มากและเร็วที่สุดที่จะทำได้ โดยเฉพาะ ประเทศที่จะเป็นหรือมีศักยภาพที่จะเป็นตลาดสินค้าที่สำคัญของตนเอง และยิ่งประเทศต่างๆ เข้าสู่การ เจรจาการค้าเสรีมากขึ้นเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้ความจำเป็นของประเทศ ต้องมีความตกลงการค้าเสรีกับ ประเทศอื่นๆ มากขึ้นเท่านั้น เพื่อให้ไม่เสียเปรียบในการแข่งขันกับประเทศคู่แข่งในตลาดที่สำคัญ
ความก้าวหน้าและการขยายขอบเขตความตกลงของ FTA ในปัจจุบันมีการพัฒนาออกไปไกลกว่า เฉพาะการสร้างความสะดวกในการแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างกันเท่านั้น แต่จะครอบคลุมประเด็นที่สำคัญที่คู่เจรจาทุกฝ่ายพอใจ ตั้งแต่การลงทุน การบริการ และการพัฒนาด้านต่างๆ ร่วมกัน ทั้งนี้เพื่อให้แน่ใจคู่สัญญาจะสามารถได้ประโยชน์จากข้อตกลงดังกล่าวได้อย่างเต็มที ซึ่งมักจะเรียกกันว่า ความร่วมมือใกล้ชิดทางเศรษฐกิจหรือ พันธมิตรทางเศรษฐกิจ (Close Economic Partnership หรือ CEP) เพราะฉะนั้น ประเด็นต่างๆ ทั้งหมดจะมีการผูกโยงเข้าหากันในกระบวนการต่อรอง และจะมีการแลกเปลี่ยนกันข้ามสาขาเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดของแต่ละฝ่าย
โอกาสที่ต้องสร้าง
จากที่กล่าวข้างต้นทั้งหมดนั้น เป็นเพียงสิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่ในระยะสั้นในกระบวนวิวัฒนการของโลกที่ก้าวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจที่ไร้พรมแดนมากขึ้น และประเทศไทยก็คงไม่อาจจะสามารถฝืนกระแสโลกได้ เหลือเพียงแต่ว่าภาคอุตสาหกรรมไทยจะวางแนวทางเพื่อให้ตัวเองมีความพร้อมและสามารถทำให้ตนเองดำรงอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีการแข่งขันที่รุนแรงได้อย่างเต็มที่
แนวทางการปรับตัวที่สำคัญของภาคอุตสาหกรรมไทยเพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากสภาพดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด คือ
1. พัฒนาคุณภาพสินค้าเข้าสู่มาตรฐานสากลให้เร็วที่สุด เพราะผลของการเจรจาการค้าเสรีมาตรการที่จะเป็นด่านที่สำคัญที่อุตสาหกรรมไทย
จะฝ่าเข้าไปในตลาดประเทศคู่ค้าที่เหลืออยู่จะเป็นมาตรการที่มิใช่ภาษีศุลกากร เช่น มาตรฐานสินค้า และเงื่อนไขด้านมนุษยธรรม ฯลฯ ดังนั้นFTA จะต้องช่วยสร้างโอกาสเพื่อให้เกิดความร่วมมือกับประเทศคู่เจรจาเพื่อยกระดับการพัฒนาสินค้าให้ได้มาตรฐานที่คู่ค้าต้องการจะเป็น
โอกาสที่ทำให้อุตสาหกรรมไทยเร่งการพัฒนาคุณภาพเข้าสู่มาตรฐานสากลสำหรับประเทศอื่นๆ
2. สร้างความเป็นเอกลักษณ์ของสินค้าเพื่อลดความสามารถในการทดแทนของสินค้าอื่นๆ การสร้างเอกสักษณ์อาจจะมาจากทั้งภาพลักษณ์ของสินค้าในความรู้สึกของผู้บริโภค (consumers perception) ซึ่งหมายรวมถึงการสร้างแบรด์ หรือ การพัฒนา นวัตกรรม และการสร้างสรรที่ทำให้สินค้าแตกต่างจากสินค้าจากต่างประเทศเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าและการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้นจากสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ไม่มีภาษีศุลกากร
3. ใช้ FTA สร้างโอกาสในการพัฒนาประสิทธิภาพ ภาพลักษณ์ของอุตสาหกรรมไทยในตลาดโลก และสร้างความสามารถในการแข่งขัน
จากจุดเด่นของประเทศคู่เจรจา โดยอาศัยการเรียนรู้ผ่านการสร้างเครือข่ายพันธมิตร
4. การใช้ประเทศคู่เจรจาเพื่อเป็นประตูระบายสินค้าสู่ประเทศอื่นๆ ที่ประเทศคู่เจรจาเป็นสมาชิกกลุ่มการค้าประเทศจะต้องเร่งสร้างศักยภาพ
ของนักลงทุนในต่างประเทศ การสร้างผู้ค้าระหว่างประเทศ หรือเครือข่ายการพัฒนาร่วมกันในประเทศคู่เจรจาเพราะไม่เช่นนั้นแล้วสินค้าไทย
จะไม่สามารถผ่านด้านกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าในกลุ่มเศรษฐกิจนั้นๆ ได้
5. การเตรียมสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและเงื่อนไขทางธุรกิจที่เอื้อต่อการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะโครงสร้างภาษีต่างๆ
ภายในของประเทศที่ไม่ส่งผลทำให้ภาระภาษีที่เกิดกับผู้ผลิตภายในประเทศสูงกว่าสินค้านำเข้า ในปัจจุบันกระทรวงการคลังได้กำหนดกรอบ
โครงสร้างภาษีศุลกากร 1, 5, 10 เปอร์เซ็นต์ สำหรับสินค้าที่เป็นปัจจัยการผลิต สินค้าขั้นกลาง และสินค้าสำเร็จรูปตามลำดับ
6. พัฒนาการผลิตให้ครอบคลุมกระบวนการผลิตให้มากที่สุด รวมทั้งการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศให้มากขึ้น เพื่อให้อุตสาหกรรมไทย
สามารถขจัดปัญหาและเงื่อนไขของกฏว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าใน FTA ที่นับวันจะเป็นเงื่อนไขที่รุนแรงและซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน รวมทั้ง
การใช้ประโยชน์จาก FTA ที่ประเทศทำกับประเทศต่างๆ หลายฉบับให้มากที่สุด
โลกที่ก้าวไปสู่สภาพแวดล้อมทางธุรกิจใหม่เป็นการท้าทายศักยภาพและความสามารถ
ของผู้เกี่ยวข้องของภาคอุตสาหกรรมไทยทุกส่วนทั้งในภาครัฐและเอกชน ประตูแห่งโอกาส
ที่เปิดพร้อมกับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเวลา รวดเร็ว และในทุกย่างก้าวธุรกิจ ทำให้
การวางยุทธศาสตร์ในการปรับเปลี่ยนและการสร้างความพร้อมให้กับภาคอุตสาหกรรมไทย
เพื่อให้สามารถได้รับประโยชน์จากการเปิดเสรีการค้าจำต้องเป็นไปอย่างชาญฉลาดและ
ทันการณ์ การอาศัยความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบที่ชัดเจน
การวางกลยุทธ์ที่เป็น Globally Strategy ที่อาศัยจุดเด่นและความเก่งกาจของผู้อื่นมาเสริมความสามารถในการแข่งขันให้กับตนเอง รวมทั้งการวางสภาพแวดล้อมและเงื่อนไขต่างๆ ที่เอื้อต่อธุรกิจของผู้ประกอบการไทยอย่างมีวิสัยทัศน์ของภาครัฐที่จะช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถใช้ศักยภาพของตนเองอย่างเต็มประสิทธิภาพ
___________________________________________________________
|